วันศุกร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2557
@Krabi
╬══ ♫♬ Welcome To Krabi ♬♫══╬
ถ่ายที่หาดนพรัตน์ ธารา กับดอกแก้วจ้า~
- - - ★ - - - ★ - - - ★ - - - ★ - - - ★ - - - ★ - - -
เริ่มภาพแรกกับเดอะแก๊ง~
- - - ★ - - - ★ - - - ★ - - - ★ - - - ★ - - - ★ - - -
ในที่สุดก็มีรูปคู่กับคนนี้ ♥
- - - ★ - - - ★ - - - ★ - - - ★ - - - ★ - - - ★ - - -
ขอบคุณภาพจากน้องเหมี่ยวคนสวย ♥
- - - ★ - - - ★ - - - ★ - - - ★ - - - ★ - - - ★ - - -
ตลอดทาง 1400 ที่เราไปกัน (ดี้ แนน โบว์ ดอกแก้ว)
- - - ★ - - - ★ - - - ★ - - - ★ - - - ★ - - - ★ - - -
ในที่สุด... O[]O พวกเราก็ถึงสระน้ำผุด โฮก T^T
- - - ★ - - - ★ - - - ★ - - - ★ - - - ★ - - - ★ - - -
@Chiya
╬══ ♫♬ Welcome To Chiya ♬♫ ══╬
ถึงสวนโมกข์ก็ขอสักแชะ!!
- - - ★ - - - ★ - - - ★ - - - ★ - - - ★ - - - ★ - - - -
แต่ล่ะคน จัดเต็ม!!
- - - ★ - - - ★ - - - ★ - - - ★ - - - ★ - - - ★ - - - -
ก็ทะเล ลมมันเย็นนนน~
- - - ★ - - - ★ - - - ★ - - - ★ - - - ★ - - - ★ - - - -
โฮก ทะเลๆๆๆ~
- - - ★ - - - ★ - - - ★ - - - ★ - - - ★ - - - ★ - - - -
คิกๆๆ หน้าห้องน้ำก็ถ่ายได้
- - - ★ - - - ★ - - - ★ - - - ★ - - - ★ - - - ★ - - - -
10 ผักทานง่ายสุขภาพดี
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
10 ผักทานง่ายสุขภาพดี
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ผัก 10 อย่างต่อไปนี้เป็นผักที่หาง่าย รับประทานง่าย
ราคาไม่แพง และที่สำคัญคือต้องมีประโยชน์ต่อร่างกายด้วย
ไม่รู้ว่าจะมีผักชนิดไหนที่เพื่อนๆ รับประทานอยู่แล้วรึเปล่า เอาล่ะ
มาดูกันเลยว่าผัก 10 ชนิดที่ว่ามีอะไรบ้าง
1.
ฟักทอง
ฟักทองเป็นผักที่แคลอรี่น้อยมาก ฟักทอง 1
ถ้วยใหญ่ให้พลังงานประมาณ 83 แคลอรี่เท่านั้นเอง
ฟักทองเป็นผักที่มีปริมาณไฟเบอร์และวิตามินเอสูงมาก
แถมยังเป็นผักสีส้มซึ่งมีเบต้าแคโรทีน ช่วยป้องกันโรคหัวใจด้วย
เมนูฟักทอง : เพื่อนๆ ลองทำผัดฟักทองใส่ไข่ทานดูนะ
เป็นเมนูที่ทำง่ายและรับประทานได้ง่าย หรือจะลองทำฟักทองแกงบวช
แต่อาจจะต้องระวังเรื่องกะทิและน้ำตาล
2. มะเขือเทศ
พอพูดถึงมะเขือเทศหลายคนทำหน้าอี๋!!!
กันเลยทีเดียว เพราะมะเขือเทศเป็นหนึ่งในผักที่ขึ้นชื่อว่าทานได้ยากที่สุดเลย แต่เพื่อนๆ
รู้หรือไม่คะว่ามะเขือเทศมีส่วนช่วยต่อต้านอนมูลอิสระซึ่งดีต่อผิวพรรณของเรามากๆ
เลย นอกจากนี้มะเขือเทศยังอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม
ช่วยควบคุมความดันเลือดและช่วยเรื่องระบบขับถ่าย
เมนูมะเขือเทศ
: หลายคนอาจทำใจรับประทานมะเขือเทศไม่ได้ แนะนำว่าให้ลองรับประทานมะเขือเทศแบบสุกจะทานง่ายกว่า
อย่างไข่เจียวใส่มะเขือเทศ หรือข้าวผัดใส่มะเขือเทศก็ได้
3. บล็อกโคลี่
บล็อกโคลี่เป็นพืชตระกูลกะหล่ำ
บล็อกโคลี่ 1 ถ้วยให้พลังงาน 31 แคลอรี่ บล็อกโคลี่อุดมไปด้วยโฟเลตและไฟเบอร์
ช่วยในเรื่องของระบบขับถ่ายและลดความเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจ
นอกจากนี้บล็อกโคลี่ยังช่วยเรื่องเสริมภูมิคุ้มกันป้องกันหวัดได้ด้วยล่ะ
เมนูบล็อกโคลี่
: พอพูดถึงบล็อกโคลี่ ต้องไม่พลาดเมนูนี้เลยค่ะ
ผัดบล็อกโคลี่ใส่กุ้ง หรืออาจจะทำบล็อกโคลี่อบชีส
4.
กระเทียม
การบริโภคกระเทียมช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งที่รังไข่และลำไส้ใหญ่
นอกจากนี้กระเทียมยังช่วยป้องกันการเกิดไข้หวัดได้ด้วย ยิ่งอากาศหนาวๆ แบบนี้
ใครที่ไม่อยากเป็นหวัดต้องลองรับประทานกระเทียมเลย!
เมนูกระเทียม : เพื่อนๆ คนไหนชอบเขี่ยกระเทียมในผัดกระเพรา
ในแกงต่างๆ ต้องเลิกทำแล้วแหละ หัดมารับประทานกระเทียมซะดีๆ จริงๆ
แล้วรสชาติของกระเทียมมันไม่ได้แย่ขนาดนั้นซะหน่อย
5.
แครอท
แครอทช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย
ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย ใครที่มีปัญหาท้องผูกถ่ายยาก แนะนำให้ทานแครอทเลย
นอกจากนี้แครอทยังช่วยเพิ่มระสิทธภาพในการไหลเวียนของเลือดอีกด้วย
เมนูแครอท : ข้าวผัดใส่แครอท/หอมใหญ่/กุ้งเป็นเมนูที่อร่อยมากๆ
เลย แต่ถ้าใครชอบรับประทานแครอทนิ่มๆ เปื่อยๆ
ต้องเมนูนี้เลยต้มซุปไก่ใส่หอมหัวใหญ่
แครอท และมันฝรั่ง อร่อยสุดๆ :3
6.
พริกหยวก
พริกหยวกมีวิตามินซีสูง
ซึ่งดีต่อผิวพรรณและดีต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันการปวดข้อ/ปวดหัวเข่า
ลดความเสี่ยงการเป็นโรคข้ออักเสบได้
เมนูพริกหยวก : ผัดพริกหยวกใส่ไก่กับเต้าเจี้ยว อร่อยมากๆ เพื่อนๆ
ลองเอาเมนูไปทำดู รับรองว่าต้องชอบพริกหยวกมากขึ้นแน่ๆ
7.
เห็ด
ถ้าใครไปเดินตลาดนัดบ่อยๆ เราจะได้เห็นเมนู “ยำเห็ด 3 อย่าง” กำลังฮิตเลยค่ะ เห็ดประกอบไปด้วยวิตามินดี
ซึ่งช่วยบำรุงกระดูกและให้แข็งแรง แถมยังช่วยป้องกันโรคมะเร็งและเบาหวานด้วย
นอกจากนี้เห็ดยังช่วยบรรเทาโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบด้วย
เมนูเห็ด : เห็ดฟางผัดไข่
กับเห็ดหอมผัดน้ำมันหอยใส่กุ้งค่ะ
8.
หอมหัวใหญ่
หอมหัวใหญ่มีประโยชน์มากโดยเฉพาะกับคนที่มีปัญหาเรื่องโรคกระดูกพรุน
นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวานและโรคหัวใจ แถมช่วยขับเสมหะได้ด้วย
เมนูหอมหัวใหญ่ : สารพัดยำกับสารพัดสลัดมักใส่หอมหัวใหญ่
แต่ถ้าใครที่ไม่ชอบกินหอมหัวใหญ่แบบดิบลองทำเป็นไข่เจียว ข้าวผัด
หรือผัดเปรี้ยวหวานใส่หอมหัวใหญ่ก็ได้เหมือนกัน
9.
กะหล่ำดอก
รู้รึเปล่าว่าถ้าเรารับประทานกะหล่ำดอกอย่างสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้
นอกจากนี้ยังช่วยควบคุมการทำงานของหัวใจและความดันโลหิตด้วย
เมนูกะหล่ำดอก : ลองเอากะหล่ำดอกมาผัดน้ำมันหอยใส่กุ้งดูสิคะ
อร่อยไม่เบาเลย
10.
มันฝรั่ง
มันฝรั่งมีวิตามินซีสูง ช่วยป้องกันไข้หวัด ช่วยปรับฮอร์โมนต่างๆ
ในร่างกายให้ทำงานดีขึ้น เหมาะสำหรับคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง
และช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดแข็งตัวด้วยค่ะ ส่วนสาวคนที่เป็นโรคโลหิตจาง ยิ่งควรรับประทานเพราะร่างกายจะดูดซึมธาตุเหล็กในมันฝรั่งและนำไปสร้างเป็นเม็ดเลือดนั่นเอง
เมนูมันฝรั่ง : ลองนำมันฝรั่งไปต้มให้สุกแล้วนำมาบดให้ละเอียด
ผสมกับเนย ใส่เกลือนิดหน่อย ได้ “มันฝรั่งบด” มาทานเล่นๆ แล้ว อร่อยแถมทำง่ายด้วยนะ ^^
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ขอขอบคุณข้อมูลจาก :
www.dek-d.com
วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2557
อาการปวดหัวในวัยรุ่น
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
อาการปวดหัวในวัยรุ่น
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
จากการวิจัยพบว่าอาการปวดหัวที่พบในวัยรุ่นส่วนมากมักมาจากความเครียดในชีวิตประจำวัน
ได้แก่ การสอบ เพื่อน และโรงเรียน นอกจากนี้ในงานวิจัยยังบอกอีกว่า วัยรุ่นร้อยละ
75 ต้องมีอาการปวดหัวอย่างน้อย 1 ครั้งต่อเดือน
สาเหตุของอาการปวดหัวที่มักพบในวัยรุ่น
*
การพักผ่อนไม่เพียงพอ รวมถึงการไม่ได้นอนติดต่อกันหลายๆ คืน!
*
การหักโหมออกกำลังกาย
*
การตากแดดนานเกินไป
*
ความเครียดที่เกิดจากที่บ้านและที่โรงเรียน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงสอบ)
*
การขาดสารอาหารที่มีประโยชน์ รวมถึงการดื่มน้ำไม่เพียงพอ
*
การดื่มเครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีน และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์
*
การฟังเพลงเสียงดังเกินไป
*
การดูโทรทัศน์และใช้คอมพิวเตอร์นานเกินไป
*
ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง เช่น ช่วงที่ใกล้มีประจำเดือน และการใช้ยาบางประเภท
แล้วเพื่อนๆ รู้หรือไม่คะว่าอาการปวดหัวสาเหตุนึงมาจาก “อารมณ์” ที่ไม่แน่นอนของเรา
รวมทั้งความเครียดที่สะสม ถ้าอยากลดอาการปวดหัว เราควรเริ่มจากปรับอารมณ์ของตัวเราเองก่อน
1. ช่วงเวลาสอบ เพื่อนๆ หลายคนโหมอ่านหนังสือแบบข้ามคืน
แล้วไปสอบต่อในตอนเช้า แบบนี้ถ้าไม่เกิดอาการปวดหัวก็แย่แล้ว เวลาที่เพื่อนๆ
อ่านหนังสือก่อนสอบหนักๆ ควรหาเวลาพักสายตาและพักสมองทุกๆ 1.30 ชั่วโมงค่ะ
ไม่ควรลุยอ่านทีเดียวหลายๆ ชั่วโมงเพราะนอกจากสมองจะล้าแล้ว
ร่างกายก็อ่อนล้าด้วยเหมือนกัน
2. ก่อนสอบ เราควรแบ่งเวลาอ่านหนังสือดีๆ
ทางที่ดีคือควรอ่านกวนสอบประมาณ 1 เดือนเพื่อจะได้สามารถอ่านทวนซ้ำได้หลายๆ รอบ
โดยไม่ต้องมาอดตาหลับขับตานอน 1 วันก่อนสอบนั่นเอง
3. ถ้าเรารู้จักแบ่งเวลาอ่านหนังสือให้ดีๆ ล่ะก็
เราจะสามารถอ่านหนังสือได้ครบถ้วนและทันเวลาแน่นอน
และที่สำคัญเราจะไม่มีอาการปวดหัวที่เกิดจากความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอมาให้เห็นอีกต่อไป
4. อาการปวดหัวสาเหตุนึงเกิดจากความเครียด
เวลาที่เรามีเรื่องไม่สบายใจ ลองปรึกษาคุณพ่อคุณแม่ หรือเพื่อนที่ไว้ใจได้ดูนะ
การได้ระบายความในใจให้ใครซักคนฟังจะช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้น
และช่วยทำให้ความเครียดในใจเราลดลงด้วย
นอกจากเราจะต้องค่อยๆ ปรับเรื่องของอารมณ์และจิตใจแล้ว
การดูแลร่างกายก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องดูแลให้มากไม่แพ้กัน
ถ้าย้อนกลับขึ้นไปอ่านข้อความข้างบน เราจะพบได้ว่าสาเหตุที่ทำให้เราปวดหัว
ล้วนแต่มาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราแทบทั้งสิ้น
เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถปรับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของเราบางอย่างได้
จะสามารถช่วยลดอาการปวดหัวได้
5. หลีกเลี่ยงการนอนดึก พยายามนอนให้เร็วขึ้น
จัดตารางทำการบ้านใหม่ให้มีระบบมากขึ้น เราอาจจะได้เวลานอนเพิ่มมาด้วยนะ
6. การใช้คอมพิวเตอร์นานเกินไปก็ทำให้เราปวดหัวได้เช่นกัน
จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่การใช้คอมพิวเตอร์อย่างเดียว แต่รวมถึงการใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนด้วย
บางคนชอบเล่นโทรศัพท์บนรถหรือชอบใช้โทรศัพท์ในที่มืด
ทำให้ต้องต้องใช้สายตาเพ่งมากกว่าปกติ
เพราะเหตุนี้เราอาจจะได้อาการปวดตาและปวดหลังมาเป็นของแถมอีกต่างหาก
7. เพื่อนๆ บางคนมักมีอาการปวดหัวก่อนประจำเดือนจะมา
ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เราอาจจะเลี่ยงไม่ได้
เราสามารถบรรเทาอาการปวดได้ด้วยการรับประทานยา การอื่มน้ำอุ่นๆ
และการพักผ่อนที่เพียงพอ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.dek-d.com
เรื่อง "เล็บ" เรื่อง (ไม่) เล็ก!
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
เรื่อง "เล็บ"
เรื่อง (ไม่) เล็ก!
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ผู้หญิงหลายคนให้ความสำคัญและเน้นการดูแลไปที่ผิวพรรณ
รูปร่าง และหน้าตา
แต่กลับลืมอีกส่วนนึงที่มีความสำคัญไม่แพ้กันและมักจะถูกมองข้ามเสมอๆ อย่าง “เล็บมือ/เล็บเท้า” จริงๆ แล้วพี่เตยคิดว่าเล็บมีความสำคัญไม่แพ้ส่วนอื่นๆ ในร่างกายเลยนะ
เพราะเล็บสามารถบอกถึงความใส่ใจในการดูแลตัวเองของคนคนนั้นได้
แล้ววิธีการดูแลเล็บอย่างถูกวิธีต้องทำยังไง เรามาดูกันเลยดีกว่า
*
ควรตัดเล็บให้สั้นเสมอ เพราะถ้าเราไว้เล็บยาวมากๆ จะทำให้เล็บเปราะและหักง่าย
ดีไม่ดีอาจเกิดการบาดเจ็บที่เล็บจนเลือดออกได้นะ
*
ควรล้างมือและเล็บให้สะอาดและแห้งเสมอ ถ้าปล่อยให้เล็บสกปรกจะก่อให้เกิดเชื้อราและเป็นที่อยู่ของแบคทีเรียได้
*
ทาครีมที่แขนและขาแล้ว อย่าลืมทาครีมที่มือและเท้าด้วยนะคะ ทั้งสองส่วนนี้ก็ต้องการการบำรุงไม่แพ้ส่วนอื่นๆ
เลย
*
หลังจากตัดเล็บแล้ว ควรตะไบเล็บเพื่อลดความคมของเนื้อเล็บด้วย ไม่อย่างนั้นเวลาทำนู้นทำนี้เล็บอาจจะข่วนจนเป็นแผลได้
*
อย่ากัดเล็บ! พี่เตยรู้น้าว่าสาวๆ หลายคนถึงจะโตแล้วแต่ก็ยังชอบกัดเล็บอยู่การกัดเล็บทำให้เล็บบิ่น
ไม่สวย แถมที่มือและเล็บยังเต็มไปด้วยเชื้อโรคต่างๆ สกปรกน่าดูเลย กัดเล็บบ่อยๆ
เชื้อโรคจะเข้าร่างกายเอาน้า
*
เวลาตัดเล็บไม่ควรตัดจนชิดเนื้อมากเกินไปเพราะจะทำให้เป็นแผลและอาจทำเกิดการติดเชื้อขึ้นได้
*
ไม่ควรใช้เล็บเปิด แกะ แงะ แซะ ของแข็งต่างๆ เพราะจะทำให้เล็บบิ่นหรือหักได้
*
สาวๆ ที่ชอบทาเล็บบ่อยๆ อาจจะต้องหาเวลาพักเล็บให้เล็บได้หายใจบ้าง ไม่เช่นนั้นเล็บเหลืองอ๋อยแน่ๆ
*
ถ้าต้องใช้สารเคมีแรงๆ เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ พี่เตยแนะนำว่าให้ใส่ถุงมือเพื่อไม่ให้มือและเล็บสัมผัสกับสารเคมีโดยตรง
Tips*
-
เล็บเท้าก็ต้องการการดูแลมากพอๆ กับเล็บมือ สาวๆ
ควรตัดเล็บเท้าให้สั้นและควรหมั่นดูแลรักษาความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ
-
การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์มีส่วนช่วยบำรุงให้เล็บแข็งแรงเหมือนกันค่ะ
โดยเฉพาะอาหารจำพวกแซลมอน ตับ ไข่ ผักใบเขียว อาหารทะเล ธัญพืช และฟักทอง
-
หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่เพราะทำให้เล็บเหลือง
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.dek-d.com
“หน้ากระจ่างใส” ทำยังไงดี ??
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
“หน้ากระจ่างใส” ทำยังไงดี
??
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ทำยังไงให้หน้า “กระจ่างใส”
- สาเหตุสำคัญที่ทำให้หน้าหมองคล้ำคือ
“การตากแดด” เพราะฉะนั้นถ้าอยาก
หน้ากระจ่างใส ต้อง “ทาครีมกันแดด” ทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน
โดยเฉพาะ สาวๆ ที่ต้องเดินทางไปนู้นมานี่
ต้องทำ Activity นอกตัวอาคาร ยิ่งจำเป็นต้องใช้ครีมกันแดดค่ะ
เชื่อพี่เตยเถอะว่าวิธีนี้ช่วยได้มากเลยทีเดียว
- ทาครีมบำรุงผิวอย่างสม่ำเสมอทุกครั้งหลังอาบน้ำ
นอกจากเนื้อครีมจะช่วยบำรุงให้ผิวเนียนนุ่มแล้ว
ยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้าด้วย
- ลองเลือกใช้
Skincare ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอมดู เพราะเพื่อนๆ บางคนอาจแพ้น้ำหอมโดยไม่รู้ตัว
ซึ่งอาจจะทำให้มีผื่นเล็กๆ ขึ้น ถ้าไม่สังเกตดีๆ อาจจะมองไม่เห็น
- สาวๆ
ที่ชอบนอนดึกอาจทำให้เกิดปัญหามีรอยดำคล้ำรอบดวงตา ทางแก้ก็คืออย่านอนดึกค่ะ
แต่ถ้า เลี่ยงไม่ได้จริงๆ อาจจะต้องใช้คอนซีลเลอร์โปะเบาๆ บริเวณใต้ดวงตาค่ะ
- ดื่มน้ำเยอะๆ
และอย่านอนดึก ข้อนี้ช่วยได้จริงๆ นะ
สูตรพอกหน้ามาฝากเพื่อนๆ กัน
สูตรนี้เป็นสูตรช่วยให้หน้ากระจ่างใส ลดความหมองคล้ำ รับรองว่าถูกใจสาวๆ
หลายคนแน่ๆ อุปกรณ์ก็เป็นของที่หาง่าย
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : www.dek-d.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


























