วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2557

5 โรคร้าย ที่เกิดจากการใช้ “คอมพิวเตอร์”

 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
5 โรคร้าย ที่เกิดจากการใช้ คอมพิวเตอร์
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

เพื่อนๆ เคยถามตัวเองบ้างมั้ยเอ่ยว่าในหนึ่งวันเนี่ย เพื่อนๆ ใช้เวลาหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลาทั้งหมดกี่ชั่วโมง ?? บางคนเริ่มใช้คอมพิวเตอร์ตั้งแต่กลับมาจากโรงเรียน ประมาณ 5 โมง ลากยาวไปจนถึงเที่ยงคืน นับๆ  ดูแล้ว เพื่อนๆ บางคนต้องใช้เวลาหน้าจอคอมพิวเตอร์ถึง 7-8 ชั่วโมงต่อวันเลยทีเดียว แล้วเพื่อนๆ เคยสังเกตตัวเองมั้ยคะว่าเวลาที่เรานั่งใช้คอมพิวเตอร์ไปนานๆ เนี่ย เรามักจะมีอาการปวดไหล่ ปวดคอ และปวดหลัง รวมถึงอาการปวดหัวและปวดตาด้วย! นั่นคือผลของการใช้คอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานานเกินไปนั่นเอง งั้นเรามาทำความรู้จักกับโรคที่จะเกิดขึ้นจากการใช้งานคอมพิวเตอร์และมาหาแนวทางป้องกันไปพร้อมๆ กันดีกว่า

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

โรคการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ (Carpel Tunnel Syndrome)
อาการของโรคนี้คือปวดร้าวบริเวณข้อมือ ฝ่ามือ และนิ้วมือ บางคนอาจมีอาการชา กำมือแน่นๆ ไม่ได้ หยิบจับของแล้วทำร่วงหล่นตลอด สาเหตุของโรคนี้เกิดจากท่าทางการวางมือขณะที่เราจับเมาส์และแป้นคีย์บอร์ดค่ะ ด้วยความเคยชินทำให้เพื่อนๆ หลายคนวางมือในท่า กระดกข้อมือค้างไว้เวลาใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ทำให้เกิดอาการข้อมืออักเสบขึ้นได้


ทางแก้ปัญหาก็คือต้องปรับเปลี่ยนท่านั่งและการวางมือเวลาใช้คอมพิวเตอร์ให้ถูกต้อง โดยท่าวางมือที่ถูกต้องขณะใช้คอมพิวเตอร์ก็คือ ต้องวางมือให้ขนานไปกับพื้นโต๊ะ ไม่งอหรือกระดกข้อมือเวลาที่ใช้เม้าส์และแป้นคีย์บอร์ด นอกจากนี้เพื่อนๆ ไม่ควรใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ควรลุกไปพักบ้างทุกๆ 1 ชั่วโมงเพื่อเป็นการเปลี่ยนอิริยาบถ

แต่ถ้าอาการต่างๆ ยังไม่ทุเลาลง ขอแนะนำว่าควรไปปรึกษาคุณหมอ เพราะบางคนอาจต้องรักษาด้วยวิธีการกายภาพบำบัดหรือผ่าตัด ทางที่ดีคือควรรีบสังเกตอาการของตัวเอง และไม่ควรนิ่งนอนใจ รีบไปพบคุณหมอจะดีกว่าน้า
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

อาการปวดหลัง (Back Pain)
อาการปวดหลังมักเกิดจากการนั่งผิดท่าเป็นเวลานาน รวมถึงท่านั่งที่ไม่สบายเวลาใช้คอมพิวเตอร์ด้วย เพื่อนๆ หลายคนชอบนั่งไขว่ห้างเวลาใช้คอมพิวเตอร์ สาวๆ รู้รึเปล่าเอ่ยว่าท่านั่งไขว่ห้างเนี่ยทำให้ปวดหลังสุดๆ ถ้าไม่อยากปวดหลัง เราต้องเริ่มกันที่ท่านั่งที่ถูกต้องในการใช้คอมพิวเตอร์

ท่านั่งในการใช้คอมพิวเตอร์ที่ถูกต้อง
* เท้าทั้งสองข้างต้องวางแนบสนิทบนพื้น
* ไหล่ต้องปล่อยสบาย ไม่ยกไหล่หรือห่อไหล่ขณะใช้คอมพิวเตอร์
* เวลาใช้คอมพิวเตอร์ต้องไม่ก้มหน้ามากเกินไป ควรอยู่ในระยะ 50-70 องศา
* ควรลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายทุกๆ 1 ชั่วโมง เพื่อเป็นการเปลี่ยนอิริยาบถและเป็นการพักสายตา
* หลังต้องแนบชิดกับพนักพิงเก้าอี้ และนั่งให้เต็มก้น ไม่ควรนั่งแค่ครึ่งเดียวหรือหมิ่นเหม่
* ปรับระดับความสูงของเก้าอี้ให้พอดีกับระดับโต๊ะคอมพิวเตอร์ ไม่ให้สูงเกินไปหรือเตี้ยเกินไป

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

โรคเกี่ยวกับสายตา (Computer Vision Syndrome)
เวลาที่เราต้องจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ มีใครมีอาการตาพร่าหรือปวดตาบ้างมั้ย?? ใครมีอาการปวดตาเวลาที่ใช้คอมพิวเตอร์นานเกินไป บางคนอาจมีอาการน้ำตาไหล ปวดศีรษะ และตาแดงร่วมด้วย นั่นแสดงให้เห็นว่าเราใช้คอมพิวเตอร์นานเกินไป! จริงๆ แล้ว เราควรพักสายอย่างน้อยทุกๆ หนึ่งชั่วโมงด้วยการนั่งหลับตาซักพัก (แต่อย่าแอบหลับนะ ^^’’) หรือลุกไปเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตาซักสิบนาทีแล้วค่อยกลับมาทำงานต่อ แต่เหนือสิ่งอื่นใด การจัดท่านั่งและระยะการมองหน้าจอคอมพิวเตอร์คือสิ่งที่สำคัญที่สุดค่ะ

ใช้คอมพิวเตอร์อย่างไรไม่ให้ปวดตา ??
1. ปรับแสงหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้พอดี ไม่จ้าเกินไป
2. ควรนั่งใช้คอมในที่ที่มีแสงสว่างมากพอ บางคนชอบปิดไฟในห้องนอน แล้วเล่นคอมพิวเตอร์
    ในห้องมืดๆ ทำแบบนี้เสียสายตามากๆ เลย T^T
3. กระพริบตาบ่อยๆ เพื่อให้มีน้ำมาหล่อเลี้ยงลูกตา ทำให้ไม่เคืองตา
4. อย่าลืมเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ เมื่อรู้สึกเคืองตา ปวดตา หรือแสบตา ให้พักสายตาทันที อย่า
    ฝืนทำงานต่อ
5. ตาที่มองหน้าจอคอมพิวเตอร์ต้องห่างจากหน้าจอประมาณ 45-70 เซนติเมตร
6. ปรับขนาดตัวหนังสือบนหน้าจอให้เหมาะสม ไม่เล็กเกินไป เพราะจะทำให้เราต้องเพ่งตามอง
    และอาจทำให้ปวดตาได้

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

อาการปวดหัว (Headache Problems)
อาการปวดหัวมักเกิดขึ้นบ่อยๆ กับคนที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ สาเหตุหลักๆ มักเกิดจากความเครียด การมองหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน แสงหน้าจอคอมพิวเตอร์สว่างมากเกินไป รวมถึงการพักผ่อนไม่เพียงพอ ล้วนแต่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดหัวขึ้นได้ทั้งสิ้น ถ้าเราจำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ เราต้องมีวิธีดูแลตัวเองเพื่อป้องกันอาการปวดหัว

* อาการปวดหัวส่วนมากมักเกิดจากปัญหาอาการปวดตาเวลาใช้คอมพิวเตอร์ค่ะ เพราะฉะนั้นเราต้องเริ่มจากการดูแลดวงตาของเราก่อน อย่าลืมปรับแสงหน้าจอให้สว่างพอเหมาะ อย่าเพ่ง/จ้องหน้าจอนานเกินไป ปรับตัวหนังสือให้มีขนาดพอดี พักสายตาบ้างเมื่อดวงตาอ่อนล้า

* อย่าอดนอน บางคนต้องทำการบ้านตอนกลางคืน กว่าจะรู้ตัวเวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่วันใหม่เสียแล้ว แบ่งเวลาดีๆ ถ้าได้การบ้านมา ต้องรีบทำ อย่าหมักดองไว้ มิเช่นนั้นต้องมาโหมทำทีเดียวจนไม่มีเวลาได้พักผ่อนน้า การพักผ่อนไม่เพียงพอก็ทำให้ปวดหัวได้เช่นกัน

* บางคนเล่นคอมพิวเตอร์จนเพลินไม่ยอมกินข้าวกินปลา การที่สาวๆ นั่งเพลินไม่ยอมลุกไปเข้าห้องน้ำ ไม่ยอมดื่มน้ำเนี่ย เป็นการทำร้ายร่างกายสุดๆ เลยค่ะ ดีไม่ดีจะเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบแถมมาด้วยนะ

* ความเครียดก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดหัวเหมือนกันค่ะ ยิ่งช่วงใกล้สอบทำให้ต้องรีบเคลียร์งานและการบ้านที่ได้รับมอบหมายมาทั้งเทอมแข่งกับเวลา อาจทำให้สาวๆ เกิดความเครียด รวมถึงสภาวะที่กดดันต่างๆ บวกกับการต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ก็ทำให้สาวๆ ปวดหัวได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นอย่าลืมแบ่งเวลาดีๆ ค่อยๆ เคลียร์การบ้าน อย่าโหมทำคืนเดียว ไม่งั้นล่ะก็..ร่างกายจะรับไม่ไหวน้า


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

โรคนอนไม่หลับ (Insomnia)
นอกจากปัญหาของความเครียดและอาการปวดหัวแล้ว ปัญหาการนอนไม่หลับจากการใช้คอมพิวเตอร์ก็เป็นอีกหนึ่งโรคที่หลายคนเป็นอยู่แต่อาจจะไม่รู้ตัว มีการวิจัยแล้วพบว่าความสว่างของหน้าจอมีผลต่อการนอนไม่หลับด้วย จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่การใช้คอมพิวเตอร์ แต่รวมถึงการใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตต่างๆ ด้วย

เมลาโทนิน (Melatonin) คือฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมการนอนหลับและเวลาตื่นของมนุษย์ จากการศึกษาของนักวิจัยพบว่าการที่เราสัมผัสกับแสงของหน้าจอคอมพิวเตอร์/โทรศัพท์ต่างๆ ทำให้จำนวนของเมลาโทนินลดลง นอกจากนี้การใช้คอมพิวเตอร์ในช่วงกลางคืนยังทำให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัว และยังทำให้นาฬิกาชีวิตเปลี่ยนแปลงด้วยค่ะ นี่คือสาเหตุที่ทำให้เรานอนไม่หลับนั่นเอง

- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ขอขอบคุณข้อมูลดีจาก : www.dek-d.com

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น